สื่อสิ่งพิมพ์

                                                           
                                                    

                                                    มูลนิธิ

                                                                             โดย  พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

          คำว่า “มูลนิธิ” ในภาษาไทยเป็นคำสืบเนื่องมาจากภาษาบาลีว่า “นิธิ” ซึ่งแปลว่า “ขุมทรัพย์”  ในทางพระพุทธศาสนา   บางแห่งแบ่งนิธิหรือขุมทรัพย์นี้ไว้ ๔ ประเภท คือ

          ๑. ขุมทรัพย์ติดที่  หรือถาวรนิธิ  แต่เดิมหมายเอาทรัพย์สมบัติที่ฝังดินไว้ ตลอดถึงเรือกสวนไร่นาอันเป็นอสังหาริมทรัพย์  ในสมัยปัจจุบันคงต้องรวมเอาเงินที่ฝากไว้ในธนาคารเป็นต้นเข้าในความหมายนี้ด้วย          

          ๒. ขุมทรัพย์เคลื่อนที่  หรือสังคมนิธิ  ได้แก่  ข้าทาส บริวาร ตลอดจนสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ

          ๓. ขุมทรัพย์คู่กาย  หรืออังคนิธิ  ได้แก่  ศิลปวิทยา  ความรู้สำหรับหาเลี้ยงชีวิต 

          ๔. ขุมทรัพย์ตามตัว  หรืออนุคามิกนิธิ  ได้แก่  บุญคือคุณธรรมที่ได้ฝึกอบรมให้มีในตน  แล้วฝากฝังไว้ในที่อันปลอดภัย  กล่าวคือ  ในพระศาสนา  เช่น  เจดีย์สถานและพระสงฆ์ในบุพการีชน  เช่น มารดา บิดา  ในประโยชน์ส่วนรวม  ในหมู่ญาติ  ตลอดจนบุคคลที่รู้จักเกี่ยวข้องและคนทั่วไป

          นิธิทั้ง ๔ นี้ แต่ละอย่างเป็นของสำคัญแก่ชีวิตมนุษย์และมีประโยชน์ด้วยกันทั้งสิ้น  แต่ประโยชน์นั้นก็ดี  ความมั่นคงทนทานนั้นก็ดีหาเสมอกันไม่

          ขุมทรัพย์อย่างที่ ๑ นับเป็นส่วนอุปกรณ์เครื่องเลี้ยงชีพเป็นหลักประกันความปลอดภัยของอาชีพ  ให้ความอบอุ่นในยามปกติและสามารถนำออกใช้ในคราวจำเป็น  นับเป็นวิธีรักษาทรัพย์อย่างดียิ่ง  แต่กระนั้นก็อาจเกิดเหตุผิดพลาดต่างๆ  ให้หลุดมือไปหรือถูกริบถูกยึดไปได้และหากไม่นำไปใช้เพื่อตนและคนอื่นก็สำเร็จประโยชน์น้อย  ถึงคราวจากโลกนี้ไปก็ต้องทิ้งไว้  ไม่อาจนำไปกับตนได้  นับว่ามีประโยชน์จำกัด  ไม่มั่นคงแท้จริง  ยิ่งนำไปประกอบการอันชั่ว  เบียดเบียนตนและผู้อื่น  ก็กลับซ้ำกลายเป็นของร้าย นำมาซึ่งโทษภัย  ทางศาสนาไม่สรรเสริญ

          แม้ขุมทรัพย์ประเภทที่ ๒ ที่มีประโยชน์รับใช้สนองความประสงค์และช่วยการต่าง ๆ ให้สำเร็จโดยง่ายก็ยังไม่เชื่อว่ามั่นคงปลอดภัยจริง  เพราะมีเวลาล้มหายตายจากพรากกันไป  หรือเปลี่ยนมือเปลี่ยนใจเป็นอย่างอื่น

          ประเภทที่ ๓ คือ  ศิลปะวิทยาการต่าง ๆ นับว่าเป็นของมั่นคงและปลอดภัยกว่านิธิ ๒ อย่างแรก  เพราะมีต้นทุนอันมีติดอยู่กับตัว  ใครลักหรือแย่งชิงไปไม่ได้  สามารถนำมาใช้ประกอบอาชีพทำการงานหาทรัพย์สมบัติเลี้ยงชีวิตได้  ใช้เท่าไรไม่รู้จักหมด  ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่ม  เป็นบ่อเกิดและทางมาแห่งขุมทรัพย์สองอย่างแรกตลอดไป  ทั้งสามารถนำไปบำเพ็ญประโยชน์ช่วยเหลือมนุษย์ได้เป็นอันมาก  แต่ก็ยังไม่สำเร็จประโยชน์สมบูรณ์เพราะอาจเป็นเหตุให้ผู้ประพฤติแต่ทางเสียหาย  ไร้คุณธรรม  ไว้วางใจมิได้  วิชาความรู้นั้นก็อาจเป็นหมัน  มีเหมือนไม่มีหรือกลับกลายเป็นพิษให้โทษมากขึ้น

          ขุมทรัพย์อย่างที่ ๔ มีชื่อเรียกสั้น ๆ  อีกอย่างหนึ่งว่า “มูลนิธิ” เป็นขุมทรัพย์ฝ่ายนามธรรมไม่มีรูปร่าง  มองไม่เห็น  มีอยู่ประจำตน  ใครลักหรือแย่งชิงไปไม่ได้  ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่มคล้ายกับขุมทรัพย์อย่างที่ ๓  แต่มีคุณสมบัติอื่นเป็นพิเศษกว่าเป็นอันมาก  กล่าวคือติดตามให้ผลช่วยตนแม้ในชีวิตหน้า  ข้อที่สำคัญในชาตินี้อยู่ที่ว่านิธินี้ เป็นนิธิหลักเป็นทางมาเป็นทางเพิ่มพูน และเสริมประโยชน์แก่นิธิ ๓ อย่างแรก  ผู้ใดมีนิธิคือคุณธรรมในตนเอง  แล้วก็มีทางหาทรัพย์สมบัติที่เป็นนิธิอย่างที่ ๑ ได้  ถ้าเป็นผู้มีทรัพย์ก็รู้จักรักษาทรัพย์นั้นไว้ได้  ทำให้พอกพูนและใช้เป็นประโยชน์
ทั้งแก่ตนเองและบุคคลอื่น  แม้ถึงข้าทาสบริวารสัตว์เลี้ยงและศิลปวิทยาอันเป็นนิธิอย่างที่ ๒ และ ๓ ถ้าเป็นผู้มีนิธิคือคุณธรรมอยู่แล้วก็สามารถหามารักษาและใช้ให้เป็นประโยชน์โดยเต็มที่เช่นเดียวกัน

          บุญนิธิ  คือ คุณธรรมนั้น  มีมาก  เช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในนิธิกัณฑสูตร  แห่งขุททกนิกาย  ได้แก่  ธรรม ๔ ประการ คือ ทาน (การให้  สละและบริจาค) ศีล (ความประพฤติสุจริต) สัญญมะ  (การบังคับจิตใจควบคุมอารมณ์) ทมะ (การฝึกฝนอบรมตน)

          บุญก็เป็นทรัพย์อันแพร่หลายอยู่ทั่วทุกแห่งหน  และนิธิคือที่สำหรับทำบุญนั้นก็มีอยู่ทั่วไป  ผู้มีตาปัญญาย่อมมองเห็น  สามารถแสวงหาขุมทรัพย์แล้ว  ฝังไว้เป็นบุญนิธิได้ทุกที่และทุกเวลา  ผู้รู้จักมอง  ย่อมเห็นขุมทรัพย์ได้  แม้แต่ในคำว่ากล่าวชี้โทษผู้อื่น  อย่างที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในคาถาธรรมบท บัณฑิตวรรคว่า  “พึงมองเห็นปราชญ์ผู้คอยชี้โทษชอบข่มว่าเหมือนเป็นผู้บอกทรัพย์และควรคบคนที่เป็นบัณฑิตเช่นนั้น  เมื่อคบคนอย่างนั้นย่อมมีแต่ดี  ไม่มีเสีย”  คติอันพึงได้จากพุทธพจน์นี้  อยู่ที่ว่า  คำชี้โทษนั้นช่วยให้เรารู้และแก้ไขข้อบกพร่องของตน  ปรับปรุงตนเองให้ดียิ่งขึ้น  เท่ากับได้พบและสร้างขุมทรัพย์ขึ้นอีก

          เมื่อเผื่อแผ่  บริจาคทาน  ประพฤติสุจริต  และบำเพ็ญประโยชน์แก่สถาบันใด ๆ ก็ดี  แก่กิจการส่วนรวมใด ๆ ก็ดี  หรือแม้แก่บุคคลผู้หนึ่งผู้ใดก็ดี  ย่อมได้ชื่อว่า  ฝังบุญนิธิไว้แล้วในที่นั้น ๆ  ยิ่งผู้ฝังขุมทรัพย์นั้นเป็นคนมีปัญญา รู้จักคิด  รู้จักพิจารณา  ว่าฝังในที่ใดอย่างใดจึงจะสำเร็จประโยชน์มาก  ก็ยิ่งเป็นขุมทรัพย์ที่ดีมีคุณค่ามากขึ้น  ในทางพระพุทธศาสนาจึงสอนให้ทำการทุกอย่างด้วยปัญญา เช่น เมื่อบริจาคทาน  ก็พึงให้ด้วยตระหนักแก่ใจของตนแล้วว่า การให้นั้น  จักช่วยให้บังเกิดประโยชน์แก่รู้รับไปมีผลดีงามแก่พระศาสนา  แก่สถาบัน   แก่ชุมชนนั้น ๆ อย่างไร  ตามอย่างพุทธภาษิต  ในสังยุตตนิกายสคาถวรรค  ที่ว่า  “การให้ด้วยการพิจารณา  ทำให้สำเร็จประโยชน์  การพิจารณาแล้วจึงให้  เป็นทานอันพระสุคตทรงสรรเสริญ”  และการพิจารณาแล้วให้นั้น  ก็จัดเป็นสับปุริสทานอย่างหนึ่งด้วย  ทานที่ท่านจัดว่าเลิศ  ว่าสูงสุดตามคติพุทธศาสนาได้แก่  สังฆทาน คือ การให้แก่สงฆ์  การให้แก่ส่วนรวม เพราะการให้แก่ส่วนรวมย่อมตัดและป้องกันความรู้สึกเศร้าหมอง  หรือขุ่นมัวในใจ  ที่อาจเกิดจากความเกี่ยวเกาะในตัวบุคคล
มิให้เกิดขึ้นได้  และการให้แก่ส่วนรวมย่อมสำเร็จประโยชน์ได้แน่นอนกว่า  กว้างขวางกว่าโดยเฉพาะในเมื่อส่วนรวมนั้นมีระบบการจัดการมีระเบียบวิธีดำเนินงานที่รัดกุมเรียบร้อย  สังฆทานจึงเป็นการให้ด้วยความพินิจพิจารณาเป็น วิเจยฺย  ทานํ อยู่ในตัว

          พระพุทธองค์เคยตรัสเล่าเรื่องพราหมณ์ฤๅษีในปางก่อนว่า  ท่านเหล่านั้น  ประพฤติพรหมจรรย์มีความสำรวม  ได้รักษาขุมทรัพย์อันประเสริฐที่เรียกว่า  พรหมนิธิไว้  ได้แก่  ประพฤติมั่นในพรหมวิหารธรรมเป็นต้น  แม้จะไม่ได้แสวงหาทรัพย์สมบัติเงินทอง  ของใช้และสัตว์เลี้ยงต่างๆ เอง  แต่ก็เป็นผู้สมบูรณ์พรั่งพร้อมด้วยทรัพย์สินและพืชผล  ได้รับการทำนุบำรุงและความเคารพนอบน้อมจากประชาชนเป็นอย่างดี  นี้เป็นบุญนิธิอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเพียงชั้นที่ที่มิใช่สัจธรรม  แต่ก็ยังมีประโยชน์มาก  ส่วนในพระพุทธศาสนา  ซึ่งมีคำสอนเป็นสัจธรรมสอนไว้ทุกระดับ  ถ้ามีปัญญารู้จักเลือกและนำมาประพฤติปฏิบัติ  ย่อมสามารถให้ผลประโยชน์ตามความประสงค์ตั้งแต่ชั้นโลกียสมบัติ  อันได้แก่ความสมบูรณ์ด้วยกามคุณ ๕ ลาภ  ยศ  สุข สรรเสริญ  ในโลกมนุษย์และสวรรค์  ตลอดถึงนิพพานสมบัติและแม้พุทธภูมิ  ตามที่มีรับรองไว้ในนิธิกัณฑสูตรนั้น  ทั้งสามารถช่วยคนอื่น ๆ ให้ได้รับผลเช่นนั้นด้วย

          วิธีทำบุญในมูลนิธิ  อย่างที่มีผู้ศรัทธามากขึ้นในปัจจุบันนี้  นับว่าเป็นวิธีการอันสนับสนุนคติเรื่องนิธิที่กล่าวแล้ว  จัดเป็นการฝังขุมทรัพย์  ประเภทบุญนิธิอย่างสำคัญ  จะขอยกลักษณะอันดีของมูลนิธิมากล่าวไว้แต่บางประการ  เช่น

          ๑. มูลนิธิเป็นสถาบันส่วนรวม  ตั้งไว้เพื่อกิจอันเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมที่เรียกว่า  กุศลสาธารณประโยชน์  การให้แก่มูลนิธิจึงจัดเข้าในทางประเภทสังฆทาน ซึ่งเป็นทานที่มีผลมากที่สุด  เพราะทำให้ใจของผู้บริจาคปลอดโปร่งบริสุทธิ์  ให้กว้างขวาง    ไม่คับแคบ  ความหมายของทานที่ว่าให้หรือเสียสละอย่างแท้จริง  ยิ่งถ้าเป็นมูลนิธิของพระสงฆ์ในศาสนาด้วย  ก็ย่อมเป็นสังฆทานโดยสมบูรณ์ทั้งในรูปศัพท์และความหมาย

          ๒. มูลนิธิ  ย่อมมีวัตถุประสงค์อันเกี่ยวด้วยสาธารณประโยชน์ระบุไว้ชัดแจ้ง  อันผู้บริจาคกำหนดได้เองว่าเป็นประโยชน์แท้จริง  สมเหตุสมผลและตรงใจตน  สมควรบำรุงเพียงใดหรือไม่และมีระบบวิธีดำเนินงานรัดกุมเป็นระเบียบ  ควรแก่ความมั่นใจว่า จักจัดการให้สำเร็จสมตามวัตถุประสงค์ได้  การให้อย่างนี้จึงจัดว่าเป็น  วิเจยฺย  ทานํ  การให้ด้วยปัญญาอันเป็นที่สรรเสริญในทางศาสนา         

          ๓. การประพฤติธรรม  บำเพ็ญประโยชน์ต่าง ๆ นี้  จัดเป็นขุมทรัพย์ที่สูงสุด คือ  บุญนิธิหรือ  อนุคามิกนิธิ  นิธิติดตามตน  ให้สำเร็จผลที่ปรารถนาทุกอย่าง  ตั้งแต่โลกิยสมบัติถึงนิพพานสมบัติ  การบริจาคทานแก่มูลนิธินั้น  จึงเป็นนิธิอยู่ในตัวเองแล้ว  คือเป็นบุญนิธิ

          ๔. วัตถุประสงค์ต่าง ๆ ของมูลนิธิ  ซึ่งเป็นการบำเพ็ญกุศลสาธารณประโยชน์  เช่น  บำรุงการศึกษาเล่าเรียน  สนับสนุนการฝึกอบรมศีลธรรม  รักษาวัฒนธรรม  และส่งเสริมการปฏิบัติธรรม เป็นต้น  แต่ละอย่างยิ่งเป็นขุมทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งในขุมทรัพย์ ๔ ประเภทที่กล่าวแล้วอยู่ในตัว  ฉะนั้น  ถ้าบำรุงส่งเสริมมูลนิธิจึงเท่ากับได้สร้างและช่วยผู้อื่นสร้างขุมทรัพย์ทั้ง ๔ ประเภทนั้นขึ้นอีกต่อหนึ่ง  เป็นการสร้างขุมทรัพย์ขึ้นทีเดียวหลายชั้น

          ๕. ผลดีอันใดที่เกิดจากการบำเพ็ญประโยชน์ของมูลนิธินั้น  ผู้บำรุงมูลนิธิย่อมชื่อว่ามีส่วนด้วย  ถ้ามีผู้ใดอาศัยมูลนิธินั้นได้รับการศึกษามีความรู้มีคุณธรรม  ประพฤติดีงามบำเพ็ญประโยชน์แก่พระศาสนาและประเทศชาติ  ผู้บำรุงมูลนิธิก็ชื่อว่าได้มีส่วนสร้างบุคคลผู้นั้น  และมีส่วนบำเพ็ญประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย  เมื่อพระสงฆ์ได้รับประโยชน์จากมูลนิธินั้นแล้ว  สามารถบำเพ็ญสมณธรรม  ปฏิบัติศาสนกิจดำรงสืบต่ออายุพระศาสนาไว้  ผู้บำรุงมูลนิธินั้นก็ชื่อว่าได้ร่วมดำรงและสืบต่ออายุพระศาสนาด้วย

          ๖. เมื่อมูลนิธินั้น  ไม่ใช้เงินต้นทุน นำเอาแต่ดอกผลไปบำเพ็ญประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ และให้ผู้บริจาคตั้งทุนมูลนิธิมีชื่อตามที่ตนประสงค์ไว้ในมูลนิธิใหญ่นั้นได้ด้วย   มูลนิธินั้น  ย่อมเป็นการถาวรยั่งยืนนาน  ทุนมูลนิธิของผู้บริจาคนั้นจะคงอยู่ตลอดไป  ตราบเท่าที่มูลนิธินั้นยังดำรงอยู่  ฝากชื่อและความดีไว้เป็นอนุสรณ์  และเป็นเกียรติคุณแก่วงศ์ตระกูลชั่วกาลนาน  อีกประการหนึ่ง    เมื่อมูลนิธินั้นนำดอกผลออกมาทำบุญ  บำเพ็ญกุศลตามวัตถุประสงค์ครั้งใด  ผู้บริจาคนั้นชื่อว่าได้ทำบุญบำเพ็ญกุศลทุกคราวไปจะยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม  สิ้นชีวิตแล้วก็ตาม  ย่อมมีโอกาสทำบุญกุศลเรื่อยไปไม่รู้จักสิ้นสุด

          ในประเทศชาติใด ประชาชนเป็นผู้มีจิตใจเปี่ยมด้วยศรัทธา  ใฝ่ในการบำเพ็ญกุศลสาธารณประโยชน์ และประกอบด้วยปัญญา  รู้จักพิจารณาที่จะเป็นประโยชน์มีสายตากว้างไกล มองเห็นส่วนที่จะเป็นผลดี  และเกื้อกูลกว้างขวาง  คงอยู่ยาวนาน  เป็นผู้บำเพ็ญทานและกุศล
ทั้งปวงด้วยความพินิจพิจารณาเช่นนั้น  ประเทศชาตินั้นย่อมมีแต่จะเจริญก้าวหน้า  แผ่ไพศาลและศาสนาก็จะรุ่งเรืองมั่นคง  ทั้งจักมีโอกาสเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปถึงเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายในถิ่นฐานอื่น ๆ ด้วย  ก็แลการที่จะให้เกิดผลทั้งนี้ได้  ย่อมต้องให้อาศัยสังฆทาน  และวิจัยทานเป็นต้น
  

                                                     ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลก

        ข่าวศาสนาพุทธได้รับการคัดเลือกให้เป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลก มาจากเว็บไซด์ต่างประเทศ สามารถค้นคว้าได้จาก google ดูที่ INTERNATIONAL COALITION FOR ADVANCEMENT OF RELIGIOUS AND SPIRITUALITY หรือสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ           

        ข่าวนี้ สร้างความอือฮาสนใจแก่ชาวพุทธและคนทั่วไปอย่างมากผู้ติดตามและผู้แปล (สมบัติ ศีลสาร) ได้ปลีกเวลาติดตามตามเว็บไซด์ต่างๆ
มีมากกว่า 
๑๐ เว็บลงแต่เรื่องนี้ทั้งในและต่างประเทศ จึงเปิดดูเพื่อหาความจริงหรือแสวงหาความรู้ และความเข้าใจของข่าวที่ปรากฏเพิ่มเติม
ต่อไป
         

        คุณ LINDA MOULIN (เป็นสตรีชาวแคนาคดา) เป็นผู้รายงานข่าว ศาสนาพุทธได้รับการคัดเลือกเป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลก ในหนังสือรายวันชื่อ TRIBUNE DE GENEVE เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๖.๕๕ น. คุณ LINDA ปัจจุบันนี้ทำงานอยู่กับบริษัทการเงินและหลักทรัพย์ ชื่อ AFFINITY CREDIY UNION ประเทศแคนนาดาเธอดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการอาวุโสด้านการพัฒนาองค์กร จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย SASKATCHEWAN ประเทศแคนนาดา มีประสบการณ์ด้านการเงิน การตลาด การประกันภัย และการสังคมสงเคราะห์ นอกจานี้เธอยังเป็นที่ปรึกษาและโค้ชการอนุเคราะห์เด็กเป็นบุตรบุญธรรม มาเป็นเวลานานกว่า ๒๒ ปี        

        หนังสือพิมพ์รายวันชื่อ TRIBUNE DE GENEVE เป็นหนังสือพิมพ์รายวัน สำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอรแลนด์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่  กุมภาพันธ์ ๑๘๗๙ ประมาณ ๑๓๐ ปี จำนวนตีพิมพ์วันละ ๖๗,๑๕๑ ฉบับ มีคนอ่านประมาณ ๑๗๕,๐๐๐ คน และสามารถอ่านได้จากเว็บไซด์  ตลอด ๒๔ ชั่วโมง   ลงข่าวศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลก  เมื่อวันที่  ๑๕ กรกฎาค ๒๕๕๒     

        คุณ HANS GROEHLICHEN ผู้อำนวยการองค์กรชื่อสมาพันธ์นานาชาติเพื่อความก้าวหน้าทางศาสนาและจิตวิญญาณ THE GENEVA – BASED INTERNATIONAL COALITION FOR ADVANCEMENT OF RELIGIOUS AND SPIRITUALITY ( ICARUS ) โดยมีคุณ JONNA HOLT เป็นผู้อำนวยการการวิจัยค้นคว้าเกี่ยวกับงานของโครงการนี้ FREEDOM FROM RELIGION ซึ่งเป็นที่มาของศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลก คุณ HANS และคุณ JONNA ทำงานให้กับองค์กรนี้ อยู่ที่เมือง ALAMEDA รัฐ CALIFORNIA ประเทศสหรัฐอเมริกา องค์กร ICARUS นี้ (คุณสมบัติศีลสาร ได้ตรวจสอบติดตามจากเว็บไซด์) เป็นสถานบันที่ทำงานด้วยกันกับอีกองค์กรหนึ่งว่า INTERGRATIVE YOUTH DEVELOPMENT ( IYD ) เป็นสถาบันหรือองค์กรทำงานเพื่อพัฒนาชุมชนและเยาวชน ก่อตั้งเมื่อ ๑๙๙๓ มีความชำนาญ  ส่วนหลักดังนี้             

 สร้างส่งเสริมสนับสนุนเยาวชนในแต่ละคนอย่างเป็นรูปธรรม และ ประเมินผลได้        

 ให้การดูแลและประสานความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน         

 ให้การช่วยเหลือดูแลและประสานงานระหว่างโรงเรียนและชุมชน  

                                                                                                                               โดย... นายสมบัติ ศีลสาร 

                                                                                                                                  ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ 

 

เลือกศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลก

        จากการรวบรวมสถิติต่างๆประจำปีต่อเรื่องเกี่ยวกับศาสนาที่ได้พัฒนาก้าวหน้าอย่างมากในการก่อให้เกิดความมีมนุษย์สัมพันธ์และสันติภาพ ของสมาพันธ์นานาชาติ เพื่อความก้าวหน้าของศาสนาและจิตวิญญาณที่นครเจนีวา The Geneva- based International – Coalition for the advancement of Religious and Spirituality ( ICARUS ) ได้เลือกที่จะมอบรางวัลพิเศษประจำปีนี้ให้แก่ชุนมชนพุทธศาสนา           

        คุณ Hans Grochlichen ผู้อำนวยการองค์กร ICARUS กล่าวไว้ในการประชุมทางโทรศัพท์เมื่อวันจันทร์ว่า พวกเรามักนิยมชมชอบศาสนาที่ขับเคลื่อนดำเนินการที่สามารถควบคุมได้ ( an under-the redar approach ) เนื่องจากเราพยายามที่จะยกย่องความพอดีเหมาะสมของเรื่องจิตวิญญาณให้ปรากฏแพร่หลาย แล้วก็ได้พบแล้วในครั้งสำคัญนี้ ด้วยเหตุที่ว่าศาสนาสำคัญๆได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือให้เกิดความแตกแยกและปลุกเร้าให้เกิดความชิงชังมากกว่าที่จะทำให้เกิดความร่วมมือ สามัคคีสมัครสมานกัน พวกเราจึงมีความรู้สึกว่า จำเป็นต้องสร้างสิ่งพิเศษที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ รางวัล ศาสนาที่ดีที่สุดในโลก ทำให้เกิดปรากฏการณ์ขึ้น เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้นำศาสนาอื่นๆได้เห็นถึงความเป็นไปได้ ที่จะทำให้คนเรามีความเมตตาเห็นอกเห็นใจกัน  

        คุณ Hans Grochlichen ยังกล่าวว่า รางวัลนี้มีผู้ออกเสียงจากผู้นำศาสนาและจากทุกส่วนต่างๆของผู้มีความเชื่อถือทางจิตวิญญาณมากกว่า ๒๐๐ ท่านทั่วโลก น่าสนใจอย่างมากที่ไม่ปรากฏมาก่อนเมื่อเราแจ้งเกณฑ์ในการออกเสียง (ให้คะแนน) ผู้นำศาสนาต่างๆ จำนวนมากออกเสียงให้พุทธศาสนามากกว่าศาสนาของตนเอง จริงๆ แล้วเมื่อรวมเทียบกับสมาชิกของเราทั้งหมด พุทธศาสนิกชน เป็นคนกลุ่มน้อย จึงเป็นเรื่องที่ประหลาดและตื่นเต้นอย่างยิ่งที่พุทธศาสนาได้รับการคัดเลือกชนะศาสนาอื่น   ๆ      

        เรื่องที่สอบถามในการลงคะแนนคัดเลือกออกเสียง เช่น เรื่อง . การส่งเสริมสนับสนุนส่วนบุคคล . การส่งเสริมความสงบสุขในชุมชน . การเพิ่มพูนความเอื้ออาทรต่อกัน . ความรู้สึกที่เป็นมิตรกัน . และการกระตุ้นส่งเสริมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ คุณ Hans Grochlichen กล่าวอีกว่า ปัจจัยที่ใหญ่ที่สุดสำหรับพวกเราก็คือ องค์กร ICARUS ได้ก่อตั้งขึ้นโดยประชาชนผู้มีความเชื่อทางจิตวิญญาณและศาสนาที่ต้องการจะนำแนวคิดการไม่ทารุณโหดร้ายเบียดเบียนทำลายกัน ให้เป็นเรื่องหรือสิ่งสำคัญของสังคมชุมชน หนึ่งในคำถามที่สำคัญในขบวนการออกเสียงลงคะแนน ก็คือศาสนาอะไรไม่ใช่ความเบียดเบียนโหดร้ายทารุณรุนแรงอย่างแท้จริง   

        เมื่อมีการนำเสนอข้อมูลต่างๆ ให้แก่สมาชิกที่ออกเสียงลงคะแนนได้ของสมาพันธ์ ICARUS ก็พบว่าแต่ละศาสนาที่ลงคะแนนเสียงนั้นรวมแล้ว ๓๘ ศาสนา มีการลงคะแนนเสียงอย่างกว้างขวางนำเสนอพื้นเพของตน ปรัชญา และบทบาทของศาสนานั้น ในด้านการปกครองและการสงคราม       
                  JONNA HULT ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ Research ของ ICARUS กล่าวว่าไม่เป็นเรื่องน่าประหลาดอะไรเลยสำหรับข้าพเจ้าที่ว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลก เพราะเราพบว่าไม่มีหลักฐานใดๆ สักนิดเดียว กล่าวถึงสงครามการต่อสู้ที่มาจากพุทธศาสนาในทางกลับกัน ศาสนาอื่นๆ แทบทุกศาสนาดูเหมือนว่าจะเก็บปืนไว้ข้างกาย แม้พระเจ้าก็ยังผิดพลาดได้ เราแทบจะไม่ค่อยเจอข่าวว่า มีพระภิกษุสักหนึ่งรูป เคยอยู่ในสงคราม ( a Buddhist that had ever been in an army ) พุทธศาสนิกเหล่านั้นยังปฏิบัติตามสิ่งที่พระสอนตามหลักธรรม ในขอบเขต พวกเราแทบจะไม่ได้พบเห็นเรื่องอย่างนี้กับประเพณีทางจิตวิญญาณอื่นๆ                  

        อย่างน้อยก็มีพระคาทอลิกรูปหนึ่งได้กล่าวถึงศาสนาพุทธ ชื่อบาทหลวง TED O' Shaughnessy จากเมือง Belfast โปรตุเกส ว่ายิ่งข้าพเจ้ารักโบสถ์คาทอลิกมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ข้าพเจ้าลำบากใจมากเท่านั้นจนไม่มีทางออก เมื่อข้าพเจ้าเทศน์เรื่อง ความรักตามพระคัมภีร์ แล้วก็อ้างถึงความประสงค์ของพระเจ้าเมื่อมีการฆ่ามนุษย์อื่นๆ กัน ด้วยเหตุผลนี้แหละทำให้ข้าพเจ้าเลือกที่จะลงคะแนนให้กับศาสนาพุทธ         

        และของศาสนาอิสลาม มีผู้สอนศาสนาชื่อ Tal Bin Wassad จากประเทศปากีสถานแสดงความเห็นเดียวกันผ่านล่ามว่า ขณะที่ข้าพเจ้าก็เป็นคนมุสลิมที่เคร่งครัดคนหนึ่ง ก็ได้เห็นมากมายถึงความโหดร้ายทารุณและการนองเลือดที่แสดงออกทางศาสนามากกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของตนเอง ชาวพุทธทั้งหลายมีวิธีแก้ปัญหา (ไม่มีการปรากฏเช่นนั้น) ( The Badolhists have that figured out ) ท่าน Bin ซึ่งเป็นสมาชิกที่ออกเสียงลงคะแนนของสมาพันธ์ ICARUS เพื่อชุมนุมมุสลิม ในปากิสถานยังกล่าวต่ออีกว่า ความจริง ข้าพเจ้ามีเพื่อนมากมาย เพื่อนที่ดีที่สุดของข้าพเจ้าบางคนเป็นชาวพุทธ            

        คุณ RABBL SHMUEL WASSERSTIEN จาก เยรูซาเลม อิสราเอล กล่าวว่า แน่นอน ข้าพเจ้ารักในศาสนายิวและคิดว่าเป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลก แต่ด้วยความสัจจ์จริงแล้ว ข้าพเจ้าปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานทุกวัน ก่อนทำการสอนมนต์ตามประเพณียิวตั้งแต่ปี ๑๙๙๓ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงเข้าใจศาสนาพุทธดี              

        Grochlichen ผู้อำนวยการ ICARUS กล่าวว่าโครงการนี้ทำขึ้นมาเพื่อเป็นรางวัลแก่ศาสนาพุทธ อย่างไรก็ตามยังมีอุปสรรคอยู่นั้นเอง เมื่อวันอังคาร Grochlichen ได้กล่าวในการติดตามทางโทรศัพท์ เราไม่สามารถหาผู้ใดที่จะมอบรางวัลนี้ได้เลย พุทธศาสนิกชนที่เราติดต่อไปต่างพูดอย่างเดียวกันว่า เขาเหล่านั้นไม่ต้องการรางวัลอะไร ผู้อำนวยการ Grochlichen ยังอธิบายถึงพฤติกรรมที่แตกต่างออกไปว่า โดยทั่วไปแล้วเขาเหล่านั้นทุกคนต่างพูดว่าศาสนา เป็นประเพณีทางปรัชญาอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ศาสนา แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้ทำให้เปลี่ยนแปลงไปจากความจริงที่ว่า พวกเราได้เรียนรู้ถึงปรัชญาในความรับผิดชอบส่วนบุคคล การถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นของพวกเขาเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในโลก และมีความสำคัญมากที่สุดสำหรับทุกคนที่จะต้องเผชิญความท้าทายต่างๆ ในศตวรรษหน้านี้           

        เมื่อถามว่าทำไมกลุ่มชาวพุทธในพม่าจึงปฏิเสธที่จะรับรางวัลนี้ พระสงฆ์พุทธชาวพม่า ชื่อ BHANTE GHURATA HANTA กล่าวว่า พวกเรามีความยินดีที่ได้รับทราบถึงรางวัลในครั้งนี้ แต่เราขอมอบรางวัลนี้ให้แก่มนุษยชนทุกคน เพราะว่าธรรมชาติของความเป็นชาวพุทธมีอยู่กับพวกเราทุกคนอยู่แล้ว คุณ Grochlichen ผู้อำนวยการ ICARUS ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เราจะพยายามตามหาต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบชาวพุทธสักคนที่พร้อมจะรับรางวัลนี้ เราก็จะแจ้งให้ทุกคนทราบและดำเนินการต่อไป

 

Visitors: 1,855